แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ business แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ business แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Bloomberg ปล่อยข่าวทำตลาดหุ้นไทยล่วงตก....

0 Comment
ก็เพราะว่าเราเองสนใจเรื่อง หุ้น อยู่บ้าง วันนี้เข้าไปในบอร์ดของ TSB แล้วไปเห็นกระทู้หนึ่ง
"วันนี้ตลาดหุ้นเป็นอะไรครับ มันถึงล่วงหนักแบบ"
วันนี้ตลาดหุ้นเป็นอะไรครับ มันถึงล่วงหนักแบบ
ไม่มีสาเหตุแบบนี้วันนี้ทั่วโลกสดใส อะไรก็ออกมาดีเกือบหมดเข้าอ่านข่าวในเน็ทก็ไม่มีข่าวร้ายที่จะทำให้มันล่วง ขนาดนี้มันเกิดอะไรขึ้นครับ ผมตอนนี้ติดดอยอีกแล้ว ลงเป็นหลายแสนเลย โอ่พระเจ้า

ซึ่งที่จริงแล้วมันมีสาเหตุ...

หึ?? จริงหรือเนี้ย... พอเข้าไปอ่านก็พอมา มีคนมาปล่อยข่าวลือทำให้นักลงทุนต่างกันออกขายหุ้นกันซะหมด เป็นผลให้หุ้นราคาตกลง ตกลง...

แต่ทั้งๆที่เราก็เพิ่งไปเห็นข่าวว่า นักลงทุกต่างชาติมีความสนใจ และแห่เข้ามาซื้อหุ้นในไทยอยู่แท้ ทำไมกลับกลายมาเป็นข่าว หุ้นตกกระทันหันแบบนี้หว่า??

แล้วก็ได้ข่าวมาอีก อ่านเพิ่มเติมด้านล่าง
หุ้นไทยร่วงต่ออีกเกือบ 5% สวนทางต่างประเทศ โบรกฯ ชี้ 3 ปัจจัยลบ
Bloomberg ปล่อยข่าวทำตลาดหุ้นไทยล่วงตก....ตลาดหุ้นภาคเช้าร่วงเกือบ 5% สวนทางตลาดหุ้นต่างประเทศ ต่อเนื่อง 2 วันซ้อน ส่งผลให้ดัชนีหลุด 700 จุดไปเรียบร้อยแล้ว โบรกฯ ชี้ 3 ปัจจัยลบในประเทศ ทั้งการแก้ไข รธน.ที่สับสน การชุมนุมใหญ่ของแก๊งไข่แม้วแดง 17 ต.ค.นี้ และปัญหานิคมฯ มาบตาพุด ทั้งยังมีสารพัดข่าวลือข่าวปล่อย ที่ซ้ำเติมเข้ามา

ภาวะตลาดหุ้นไทย วันนี้ ดัชนียังคงร่วงลงต่อเนื่องเกือบ 4% เมื่อเวลาประมาณ 11.25 น. ดัชนีลงลึกไปที่ระดับ 701.75 จุด และต่อมาเมื่อเวลา 11.32 น.ดัชนีปรับดีขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 704.86 จุด ลดลง 26.61 จุด หรือลดลง -3.64% มูลค่าการซื้อขาย 19,711.94 ล้านบาท สวนทางตลาดต่างประเทศ นักวิเคราะห์ ชี้ ปัจจัยลบในประเทศยังไม่คลี่คลาย รวมทั้งประเด็นการเมืองที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มมีความไม่แน่นอน ขณะที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงประกาศนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง 17 ตุลาคม 2552 นี้ เพื่อทวงถามฎีกาขออภัยโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี บวกกับสารพัดข่าวลือที่มีพวกฉกฉวยโอกาสปล่อยออกมาเป็นระลอก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ต่อจากวานนี้

ด้าน นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จจัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)กสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ผันผวนมาก เพราะนักลงทุนต่างชาติชะลอการลงทุน เนื่องจากไม่มั่นใจบรรยากาศการลงทุนในประเทศไทย โดยวานนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมา 3,978 ล้านบาท ประกอบกับยังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการชะลอ 76 โครงการของมาบตาพุด และการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 17 ตุลาคม 2552 นี้ ซึ่งแม้ไม่ใช่ปัจจัยใหม่แต่เป็นปัจจัยที่กดดันตลาด

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีข่าวดีบ้างเรื่องการเตรียมเปิดประมูลโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี และโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจที่ยังดีอยู่ จึงต้องรอความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่า จะกลับมาเมื่อไร แต่หากปัจจัยต่างๆ คลี่คลาย ความเชื่อมั่นจะกลับมา

มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อเวลา 12.10 น. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 695.78 ลุด ลดลง 35.69 จุด หรือเปลี่ยนแปลง 4.88% มูลค่าการซื้อขาย 25,503.28 ล้านบาท

ล่าสุด ดัชนีหุ้นไทยปิดตลาดช่วงเช้าที่ระดับ 697.13 จุด ลดลง 34.34 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -4.69% โดยมีมูลค่าการซื้อขายทั้งสิ้น 28,448.22 ล้านบาท


ตลท.สั่งงัดมาตรการฉุกเฉินรับวิกฤตหุ้น แฉบลูมเบิร์ก(Bloomberg)สุดชั่ว ต้นตอปล่อยข่าวนรก
Bloomberg ปล่อยข่าวทำตลาดหุ้นไทยล่วงตก....ผู้บริหาร ตลท.สั่งเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน งัดมาตการเซอร์กิตเบรกเกอร์เข้าคุมการซื้อขายทันที หากดัชนีร่วงหนักเกิน 10% มั่นใจช่วงบ่ายดีขึ้น หลังการแถลงข่าว และนักลงทุนติดตาม-ตรวจสอบข่าวใกล้ชิดมากขึ้น พร้อมแฉต้นตอข่าวลือสุดชั่วช้า ไอ้โม่งจ้างสำนักข่าวบลูมเบิร์กวิเคราะห์มั่วทำลายสถาบัน โดยมีโบรกเกอร์ที่สิงคโปร์จุดชนวน ด้านภาวะหุ้นไทยช่วงบ่าย เปิดตลาดยังคงร่วงหนักกว่า 8%

มีรายงานข่าวแจ้งว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้นัดประชุมด่วนเพื่อรับมือสถานการณ์วิกฤตตลาดหุ้นไทย โดยเตรียมพร้อมใช้มาตรการพักการซื้อขายอัตโนมัติแบบชั่วคราว (เซอร์กิตเบรกเกอร์) ออกมาใช้ทันที หากดัชนีร่วงเกิน 10% โดยที่ประชุมคาดว่า สถานการณ์ช่วงบ่าย ตลาดหุ้นน่าจะดีขึ้น หลังผู้บริหาร ตลท.แถลงข่าว และนักลงทุนติดตามข่าวใกล้ชิดมากขึ้น

นางภัทรียา เบญจพลชัย ผู้จัดการ ตลท.กล่าวในการแถลงข่าว โดยระบุว่า การที่ดัชนีตลาดหุ้นภาคเช้าปรับตัวลงไปแรงกว่า 5% หรือเกือบ 40 จุด เป็นผลมาจากการเทขายของนักลงทุนทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เนื่องมาจากความกังวลในกระแสข่าวลือด้านลบที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกอย่างมากทั้งนี้ จากการหารือกับโบรกเกอร์ต่างชาติที่ได้สอบถามจากลูกค้า พบว่านักลงทุนต่างชาติมีการเทขายหุ้นออกมาจากพอร์ต เพื่อลดความเสี่ยงจากความตื่นตกใจในระยะสั้น และบางส่วนก็ต้องการปรับพอร์ต หลังจากที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ปรับตัวขึ้นมาค่อน ข้างรุนแรงกว่า 65%

อย่างไรก็ตาม ตลท.อยากให้นักลงทุนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดจากแถลงการณ์ของหน่วยงานที่รับ ผิดชอบโดยตรง ไม่ควรตื่นตระหนกกับกระแสข่าวลือ เพราะอาจทำให้เสียโอกาสในการลงทุนหรือตัดสินใจผิดพลาด เนื่องจากหากมองปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่จะมาทำ ให้กระแสการลงทุนเปลี่ยนทิศทางไป

ในขณะที่ระบบของ ตลท.ได้เตรียมพร้อมทุกด้านไว้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบเซอร์กิต เบรกเกอร์ หรือการรองรับการส่งคำสั่งซื้อขายในปริมาณมากๆ ดังนั้น นักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าระบบของ ตลท.จะรองรับไม่ได้ อย่างกรณีของเมื่อวานนี้ปริมาณการซื้อขายสูงถึง 4.4 หมื่นล้านบาท แต่ก็คิดเป็นแค่ 25% ของ capacity ระบบเท่านั้น

ทั้งนี้ ตลท.ก็ยังเชื่อว่าสถานการณ์ซื้อขายหุ้นในภาคบ่ายน่าจะดีขึ้นกว่าภาคเช้า หลังจากที่นักลงทุนได้ติดตามข่าวและรับข้อมูลต่างๆ มากขึ้น น่าจะทำให้การตัดสินใจมีความรอบคอบมากขึ้น รวมทั้งมีการเทขายหุ้นกันออกมามากแล้ว

“เมื่อตอนเช้าก็ขายกันมาเยอะ ช่วงบ่ายเมื่อนักลงทุนพิจารณาและได้รับข้อมูลที่มากขึ้นก็อาจจะทำให้นักลง ทุนมีความรอบคอบในการตัดสินใจได้มากขึ้น เพราะการปรับตัวลดลงมาถือว่าผิดปกติ” นางภัทรียา กล่าว

นางภัทรียา ยังเปิดเผยว่า จากการเทขายหุ้นในช่วงเช้า ยังไม่เห็นการฟอร์สเซลที่ผิดปกติ เพราะปริมาณการปล่อยมาร์จิ้นของโบรกเกอร์ในช่วงที่ผ่านมาก็ไม่ได้สูงมาก โดยเฉพาะหุ้นตัวที่มีปัญหา ปกติโบรกเกอร์ก็ลดการให้มาร์จิ้นอยู่แล้ว

รายงานข่าวเพิ่มเติมถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นมีการปรับลดลง อย่างรุนแรงช่วง 2 วันนี้ ได้แก่ การเสนอข่าวของสำนักข่าวบลูมเบิร์ก(Bloomberg) ซึ่งรายงานการให้ความเห็นของนายเดวิด เหลียง นักค้าอาวุโสประจำบริษัทเฟิร์สต์สเตท อินเวสต์เมนต์ ในสิงคโปร์ ซึ่งให้ข่าวกับสำนักข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า ตลาดวิตกกังวลในพระอาการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ม.ล.ทองมกุฎ ทองใหญ่ กรรมการผู้จัดการ บล.ซิตี้คอร์ป (ประเทศไทย) และในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศ ยังคงยืนยันว่า กระแสข่าวดังกล่าว ส่งผลให้นักลงทุนถือโอกาสเทขายหุ้นออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งกระแสข่าวนี้จะจริงหรือเปล่าไม่มีใครสามารถตอบได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ นักลงทุนใช้ปัจจัยลบนี้มาเป็นปัจจัยขายหุ้นออกมาจำนวนมาก และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ตลาดบ้านเราเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาดหุ้นอื่นใน ภูมิภาคที่ต่างปรับตัวขึ้นกันทั่วหน้า

ทั้งนี้ ดัชนีเปิดตลาดช่วงบ่ายยังคงร่วงลงอย่างหนักกว่า 8% โดยเมื่อเวลา 14.42 น. ดัชนีอยู่ที่ระดับ 670.88 จุด ลดลง 60.59 จุด หรือเปลี่ยนแปลง -8.28% มูลค่าการซื้อขาย 33,693.86 ล้านบาท

บทความที่เกี่ยวข้อง
ค่าเงินบาทแปรปวน ต่างชาติยังส่งเงินเข้าลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง
นักวิชาการนิด้า เปิดผลวิจัย เศรษฐกิจไทยยังแย่ที่สุดในเอเชีย

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ค่าเงินบาทแปรปวน ต่างชาติยังส่งเงินเข้าลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง

0 Comment
ได้ยินข่าวมาจากหลายด้านแล้ว ว่านักลงทุนต่างชาติ หรือกิจการบริษัทที่มีความสนใจ ตั้งแต่จะมาลงทุนในประเทศไทย แต่แล้วก็ต้องเปลี่ยนใจ ยกเลิกในไทยและหันไปหาเวียดนามกันหมด....

วันนี้ตื่นเช้ามาเจอข่าวนี้
แบงก์ชาติโวย เงินนอก บุกถล่มไทย
จริงหรือเปล่าหว่า????....
ค่าเงินบาทแปรปวน ต่างชาติยังส่งเงินเข้าลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่องธปท. ระบุ ต่างชาติยังส่งเงินเข้ามาลงทุนตรงในไทยต่อเนื่อง แม้ศก.ซบ ไหลเข้าลงทุนในหุ้นกว่า 6 หมื่นล้าน ส่งผลบาทแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่ราคาทองที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้ค่าบาทช่วงนี้ยิ่งผันผวน

เมื่อวัน ที่ 12 ต.ค. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ เข้ามาประเทศไทยยังคงเป็นการไหลเข้าต่อเนื่อง ขณะนี้ยังเห็นเงินลงทุนโดยตรง (FDI) ยังคงไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในอัตราที่ใกล้เคียงกับปีก่อน ไม่ได้ลดลง ไม่ว่าจะจากผลของการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก หรือความไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ในส่วนของตลาดหุ้น โดยพบว่าที่ผ่านมามีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยจนถึงขณะนี้ประมาณ 60,000 ล้านบาทเนื่องจากนักลงทุนเห็นว่าเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น ทำให้นักลงทุนมั่นใจที่เข้ามาในภูมิภาคนี้มากขึ้นนอกจากนี้ การส่งออกที่ลดลงน้อนกว่าการนำเข้า ส่งผลให้ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง

อย่าง ไรก็ตามธปท.ยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการในการดูแลเงินไหลเข้า เพื่อมาควบคุมหรือมาดูแลการไหลเข้าของเงินทุนในขณะนี้ และในส่วนของมาตรการในการปล่อยเงินออก ก็ได้ผ่อนคลายต่อเนื่อง และที่ผ่านมามีเงินในประเทศไหลไปลงทุนนอกในระดับหนึ่ง

"ธปท.ยังคง ติดตามและดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนเกินไป หรือแข็งค่าเร็วเกินไป อย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ที่ผ่านมา ได้มีมาตรการเพื่อช่วยให้เงินทุนไหลออกไปลงทุนในต่าง ประเทศหลายมาตรการ ขณะที่ฝั่งของผู้ออมก็ได้ไปลงทุนใตรสารหนี้ต่างประเทศมากขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการดูแลเงินไหลเข้าอะไรในขณะนี้ โดยเฉาพอย่างยิ่ง ไม่ต้องใช้มาตรการกันสำรองเงินทุนระยะสั้น 30%(URR)เหมือนที่ผ่านมา เพราะขณะนี้การแข็งค่าของเงินบาท ไม่ได้มีการเก็งกำไร" ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวด้วยว่า เงินบาทที่ผันผวนในช่วงนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับประเทศในภูมิภาค ไม่ได้แข็งค่าเพียงค่าบาทประเทศเดียว เนื่องจากเงินบาทผันผวนไปตามค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่านค่าลง นอกจากนี้ราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินเกิดความผันผวนด้วย เนื่องจากขณะนี้ทองคำถือว่าเป็นสินค้าทางการเงิน พอราคาเกิดการเปลี่ยนแปลงก็ทำให้เกิดความผันผวนด้วย

"ที่ผ่านมาไม่ ได้เป็นการส่งสัญญาณว่ามีการเก็งกำไร แต่ผู้ส่งออกและนำเข้าก็ไม่ควรคาดหมายว่าค่าเงินจะไปในทิศทางใด หากค่าเงินไม่เป็นไปตามคาด ก็จะกลายเป็นความเสี่ยง ดังนั้นควรจะมีการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินล่วงหน้าไว้ที่ดีที่สุด แต่หากเงินบาทผันผวนจนเกินไปธปท.ก็พร้อมเข้าไปดูแล เพื่อไม่ให้กระทบการทำธุรกิจของผู้ส่งออก และผู้นำเข้า"ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

อืม... เศรษฐกิจไทยยังไม่แน่นอน และยังน่าลงทุนน้อยนัก

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เมื่อ 楽天(rakuten) เข้าครองหุ้นและ ดำเนินงานร่วมกับ TARAD.com

0 Comment
rakuten นั้นได้ซื้อหุ้น 67% ของ tarad.com และการขยายกิจกรรมระหว่างประเทศของ rakuten ได้เริ่มตั้งแต่เมื่อปี 2008 กับการรวมธุรกิจตัวเดียวกันในไต้หวัน และเปิดตัว rakuten tiwan เมื่อเดือนพฤษภาคม ในปีเดียวกัน

จากการดำเนินงานร่วมกันของ rakuten กับ tarad.com ครั้งนี้ rakuten จะนำความเชี่ยวชาญด้านดำเนินกิจการ รวมไปถึง รูปแบบการจัดการเข้าสู่ tarad.com พร้อมด้วยการเพิ่มเครื่องมือการให้บริการต่าง จาก ตลาดrakuten(rakuten ichiba) เข้าสู่ tarad.com ในปี 2010 และจะเพิ่มประสิทธิภาพ และสนับสนุน tarad.com ไปด้วย

rakuten มองว่า ในจำนวนประเทศอาเซียน ศักยภาพการเติบโตของตลาดในไทยนั้นค่อนข้างสูง การรวมมือของกิจการ internet shoppong อันดับ 1 ในญี่ปุ่นและในไทย เป็นการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ และจะนำเสนอสภาพแวดล้อมที่จะทำให้ผู้ใช้ในไทยนั้น สามารถชื้อ-ขายบนอินเตอร์เน็ตได้ดีและสะดวกสบายขึ้น

tarad.comจากข่าว : Rakuten เปิดตัวสู่ตลาดอีคอมเมิร์สในประเทศไทย เข้าถือครองหุ้นและ ประกาศการดำเนินงานร่วมกันกับ ตลาดดอทคอม (TARAD.com)
เมื่อ 楽天(rakuten) เข้าครองหุ้นและ ดำเนินงานร่วมกับ TARAD.comบริษัท Rakuten ประกาศความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจร่วมกับบริษัทตลาดดอทคอม ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้บริษัท Rakuten ได้เข้าถือหุ้นของบริษัทตลาดดอทคอมเป็นจำนวน 67 เปอร์เซ็นต์และได้ผ่านขั้นตอนในการขอเข้าถือครองหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งพร้อมที่จะดำเนินการธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยในขณะนี้
บริษัท ตลาดดอทคอม จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2542 ดำเนินกิจการเป็นเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ Rakuten Ichiba ที่ดำเนินงานโดยบริษัท Rakuten ซึ่งเป็นตลาดสินค้าขนาดใหญ่ทางอินเทอร์เน็ต ตลาดดอทคอมมีจำนวนร้านค้าออนไลน์ประมาณ 160,000 ร้าน จัดจำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท อาทิเช่น สินค้าแฟชั่น สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมแล้วมากกว่า 1.4 ล้านชิ้นและมีสมาชิกมากกว่า 2ล้านคน จากการที่ Rakuten ได้เข้าถือหุ้นบริษัทตลาดดอทคอมเป็นจำนวน 67 เปอร์เซ็นต์ในครั้งนี้ บริษัท Rakuten ได้วางแผนที่จะนำระบบบริหารจัดการที่ดีและรูปแบบการบริหารงานที่มีลักษณะ เฉพาะของบริษัทมาใช้กับตลาดดอทคอม อีกทั้งยังวางแผนที่จะขยายกิจการเว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วยการเปิด ตัวรูปแบบการใช้งานและการบริการที่หลากหลายสำหรับคู่ค้าและผู้ใช้บริการ เริ่มตั้งแต่ต้นปีพ.ศ.2553 นี้เป็นต้นไป อีกทั้งยังจะให้ประธานบริษัทและบุคคลากรที่มีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยเหลือการ ดำเนินงานในครั้งนี้ด้วย
“สาเหตุ หลักที่เราเลือกที่จะร่วมดำเนินงานกับตลาดดอทคอมเป็นเพราะเรามั่นใจว่าการ เข้าร่วมธุรกิจกับตลาดดอทคอมในครั้งนี้จะสามารถสร้างโอกาสในการพัฒนาธุรกิจ อีคอมเมิร์สของไทยให้เติบโตต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างแน่นอน” คุณฮิโรชิ มิกิทานิ ประธานกรรมการ บริษัท Rakuten กล่าว

บริษัท Rakuten มีจำนวนสมาชิกกว่า 60 ล้านคนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งในปี 2551ที่ผ่านมาได้รับผลประกอบการรวมกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหนึ่งในธุรกิจของ Rakuten ได้แก่ Rakuten Ichiba ซึ่งเป็นตลาดออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีจำนวนสินค้าต่างๆที่ขายในเว็บไซต์กว่า 40 ล้านชิ้น มีร้านค้าออนไลน์กว่า 30,000 ร้าน และร้านค้ามากมายในจำนวนนี้ได้รับผลประกอบการในแต่ละเดือนสูงถึง 1ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากธุรกิจชอปปิ้งออนไลน์แล้วบริษัท Rakuten ยังมีธุรกิจอื่นๆทางอินเทอร์เน็ต อาทิเช่น ธุรกิจสำรองที่พัก และการบริการทางการเงินภายใต้การทำงานของพนักงานกว่า 5 พันคน

เมื่อ 楽天(rakuten) เข้าครองหุ้นและ ดำเนินงานร่วมกับ TARAD.comนอกจากนี้ Rakuten ยังได้วางเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์สัญชาติญี่ปุ่น บริษัทแรกในการก้าวเข้าสู่บริษัทพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำของโลก ที่ให้บริการแก่ผู้ซื้อทางอินเทอร์เน็ตในทั่วทุกมุมโลก และเพื่อที่จะบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ จึงได้รุกเข้าไปทำตลาดในต่างประเทศผ่านทาง Rakuten Ichiba ในปี พ.ศ.2551 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับบริษัท President Chain Store Corp (PCSC) ของประเทศไต้หวัน และก่อตั้งกิจการ Rakuten Ichiba ขึ้นที่ประเทศไต้หวันในเดือนพฤษภาคมของปีเดียวกัน การเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยของบริษัท Rakuten ในครั้งนี้นับเป็นการขยายกิจการออกไปยังต่างประเทศครั้งที่สองของบริษัท
ในจำนวนประเทศต่างๆในแถบภูมิภาคอาเซียน ประเทศไทยนับได้ว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการเจริญเติบโตทางธุรกิจสูง การร่วมมือกันทางธุรกิจระหว่างบริษัท Rakuten และ ตลาดดอทคอมในครั้งนี้ บริษัทฯได้ตั้งเป้าหมายที่จะมอบบริการที่สะดวกสบายในการซื้อของออนไลน์ สำหรับผู้บริโภคในประเทศไทยและในขณะเดียวกันต้องการช่วยให้เศรษฐกิจของ ประเทศไทยมีความคล่องตัวมากขึ้นด้วยการส่งเสริมผู้ประกอบกิจการขนาดย่อม หรือ SMEs ในการจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์

ตลาดดอทคอม ได้รับการยอมรับจากสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการร่วมทุนในครั้งนี้ว่าเป็นโครงการที่จะกระตุ้นให้เกิดการลงทุน ทั้งยังมีความเหมาะสมกับข้อกฎหมายต่างๆ ซึ่งรวมถึงการได้รับยกเว้นการชำระภาษีประเภทนิติบุคคล
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติเป็นอย่างยิ่งในการร่วมมือดำเนินงานทาง ธุรกิจกับพันธมิตรในครั้งนี้ นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งในการพัฒนาบริษัทให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นต่อไปใน อนาคต ซึ่งในปัจจุบันนี้เราได้ความเชื่อมั่นในการซื้อ-ขายจากทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สินค้าออนไลน์และมีจำนวนลูกค้าที่ใช้บริการมากมาย ซึ่งเรามั่นใจว่าการร่วมมือทางธุรกิจในครั้งนี้จะทำให้บริษัทสามารถเติบโต ต่อไปได้อย่างรวดเร็ว” คุณภาวุธ พงษ์วิทยาภานุ กรรมการผู้จัดการ บริษัทตลาดดอทคอม กล่าว


楽天市場(rakuten ichiba) - rakuten.co.jp
ตลาดดอทคอม - TARAD.com

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2552

นักวิชาการนิด้า เปิดผลวิจัย เศรษฐกิจไทยยังแย่ที่สุดในเอเชีย

0 Comment
จะมีใครหรือกลุ่มองค์กรไหนบ้าง ที่จะสนใจและให้ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างจริงๆ จังบ้างไหนหนอ?????
จากข่าว ไทยรัฐ - นิด้าแฉไทยแย่สุด ในเอเชีย สอบตกฟื้นศก.
นักวิชาการนิด้า เปิดผลวิจัยชี้ครบปีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ เศรษฐกิจไทยยังแย่สุดใน เอเชีย สอบตกทั้งการฟื้นตัวและการบริโภคภายใน โดยการลงทุนภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัว รัฐบาล ล้มเหลวในการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA Business School) ได้ร่วมกับสถาบันวิจัยนครหลวงไทย (SCRI) จัดเสวนาวิเคราะห์เศรษฐกิจการเงิน "ครบรอบปีวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ประเทศใดสอบผ่านหรือตก" โดยนายเอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ คณบดี NIDA Business School กล่าวว่า ทางนิด้าและ สถาบันวิจัยนครหลวงไทยได้ทำการวิจัยถึงการฟื้นตัว ของประเทศต่างๆ โดยแบ่งประเทศออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประเทศที่มีวิกฤติสถาบันการเงินคือสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น กับกลุ่มประเทศในเอเชียรวมถึงไทย ซึ่งไม่มีปัญหาด้านสถาบันการเงิน แต่พึ่งพิงการส่งออกอย่างมาก โดยพบว่าสหรัฐฯและ สหภาพยุโรปมีการฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่ญี่ปุ่นมีการ ฟื้นตัวที่แย่ที่สุดเมื่อเทียบกับสหรัฐฯและยุโรป แต่ถ้าพิจารณาการแก้ปัญหาสถาบันการเงินพบว่า สถาบันการเงินญี่ปุ่นเข้มแข็งที่สุด ส่วนสหรัฐฯและยุโรปยังเพิ่มทุนสถาบันการเงินไม่เท่ากับความเสียหาย ที่เกิดจากการลงทุนในตราสารซับไพร์ม

นักวิชาการนิด้า เปิดผลวิจัย เศรษฐกิจไทยยังแย่ที่สุดในเอเชียส่วนกลุ่มที่ 2 ชาติเอเชียได้พ้นจากภาวะถดถอย ทางเศรษฐกิจเชิงเทคนิคหมดแล้ว แต่เมื่อประเมินความเข้มแข็งของการฟื้นตัวพบว่า เศรษฐกิจสิงคโปร์ มีการฟื้นตัวดีที่สุด ขณะที่ประเทศไทยมีระดับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต่ำที่สุดในกลุ่ม รวมทั้งการขยายตัวของการบริโภคภายในประเทศยังแย่ที่สุดในกลุ่มอีกด้วย แม้เศรษฐกิจไตรมาส 2 จะเริ่มปรับตัวขึ้นมาบ้าง แต่ก็เป็นไปอย่างอ่อนแอ โดยการฟื้นตัว ที่เกิดขึ้นมาจากการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาล แต่ภาคเอกชนยังไม่ฟื้นตัวโดยยังมีปัญหาว่างงาน และการบริโภคที่ยังไม่เติบโต

"ไทยยังมีความล้มเหลวมาก เนื่องจากยังไม่ สามารถสร้างความต้องการให้เกิดขึ้นภายในประเทศได้ แต่นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นปัจจุบัน ไม่ใช่อนาคต ดังนั้น หากรัฐบาลทำให้ประเทศเข้มแข็งขึ้น ทั้งการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจและการสร้างความต้องการภายใน ก็จะทำให้ทุกอย่างกลับมาเป็นบวกได้"

นายเอกชัยยังเสนอว่า รัฐบาลควรเน้นเรื่องการลงทุนเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชนในอนาคต เนื่องจากขณะนี้ไทยมีปัญหาเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงจำเป็นต้องหาเงินในอนาคตเข้ามา ช่วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้ไม่มีเงินมาใช้หนี้ และเกิด ปัญหาเงินคงคลังของประเทศตามมาในที่สุด ส่วนการอัดฉีดเม็ดเงินของรัฐบาลอาจไม่สร้างประโยชน์มากนัก หากใส่ไปในโครงการที่ไม่ทำให้เกิดรายได้ต่อประชาชน

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ธนาคารกลางในหลายประเทศของเอเชีย ซึ่งรวมถึงไทยต้องระวังเศรษฐกิจเกิดภาวะฟองสบู่ โดยเฉพาะการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์หลังใช้นโยบายอัดฉีดสินเชื่อเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำว่า ไทยยังมีความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้ เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณปรับ ตัวดีขึ้นแล้ว จึงมั่นใจว่าไทยมีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ดีไม่แพ้ประเทศอื่น และยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยจะไม่เกิดปัญหาฟองสบู่แตกแน่นอน เนื่องจากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงราคาที่ดินก็ไม่ปรับตัวสูงขึ้นเกินราคาพื้นฐานเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ และฮ่องกง

ส่วนการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาก็ยังติดลบ จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า จะไม่เกิดปัญหาอย่างที่เอดีบีกังวล เพราะเศรษฐกิจฟองสบู่นั้นธนาคารจะปล่อยสินเชื่อสู่ระบบเป็นจำนวน มาก และจากการเดินทางไปพบกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจและนักลงทุนประเทศอังกฤษพบว่า นักลงทุนยังมีมุมมองที่ดีต่อการเข้ามาลงทุนในไทย เนื่องจากตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ดัชนีหุ้นก็ปรับขึ้น อย่างต่อเนื่องจาก 400 จุด จนปัจจุบันอยู่ที่ 700 จุด รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องไปอีก 1 ปีข้างหน้า

ด้านนายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ยังไม่เห็นสัญญาณเกิดปัญหาฟองสบู่ในเศรษฐกิจไทยและในภาคธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งหากจะดูด้านราคาก็ไม่ได้มีสัญญาณที่เพิ่มขึ้น หรือเปลี่ยนแปลงจนผิดสังเกต อย่างไรก็ตาม ธปท.ได้ดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยไม่ปล่อยให้เกิดความไม่สมดุลด้าน ราคาในภาคอสังหาฯอย่างรวดเร็วเกินไป ส่วนการ ฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยนั้น จะฟื้นแบบค่อยเป็นค่อยไปและต้องใช้เวลาพอสมควร ซึ่งต้องรอแรงกระตุ้นจากมาตรการกระตุ้นการลงทุนจากภาครัฐด้วย ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินช่วงนี้ ถือว่ายังนิ่ง ส่วน สาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าช่วงนี้ เกิดจากการ เกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงมากและการอ่อนค่าของเงินสหรัฐฯทำให้ค่าเงินใน ภูมิภาคแข็งค่าขึ้น "แม้ขณะนี้สภาพคล่องในระบบจะสูงแต่ไม่น่าเกิดปัญหาฟองสบู่ แม้ดอกเบี้ยจะลดลงมาเยอะแต่ ธปท.ยังมีเครื่องมือ ดำเนินนโยบายการเงินอื่นๆอีกหลายวิธี ในการดูแลเศรษฐกิจหรือภาคธุรกิจ และเราก็ไม่ปล่อยให้ความไม่สมดุลเกิดขึ้นรวดเร็ว ต้องดูแลใกล้ชิดอยู่แล้ว" นายไพบูลย์กล่าว.

http://www.thairath.co.th/content/eco/34870

วันอาทิตย์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2552

ครบรอบ 1 ปีการล้มละลายของบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส(Lehman Brothers)

0 Comment
จากข่าว ไทยรัฐ - 1ปีเลห์แมนล้ม!ช็อกโลก จุดเริ่มต้น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ วิเคราะห์ ภาคการเงินสหรัฐฯ จุดเริ่มต้นของวิกฤติ เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ความตื่นเริ่ม “สงบ” ตั้งแต่ต้นปี 52 หลังคนไม่มั่นใจซับไพร์ม จะกินลึกแค่ไหน

วันจันทร์ นี้ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ในโอกาสครบรอบ 1 ปีการล้มละลายของบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส(Lehman Brothers) วานิชธนกิจรายใหญ่ของสหรัฐฯ

ทำเนียบ ขาวสหรัฐ แถลงผู้นำสหรัฐฯ จะบอกกล่าวถึงความคืบหน้าของรัฐบาลในการกอบกู้เศรษฐกิจสหรัฐฯ และสถานการณ์วิกฤตการเงินที่เกิดขึ้นทั่วโลก รวมทั้งความพยายามของสหรัฐฯและทั่วโลกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่นนี้ขึ้นอีก

ย้อนไป เมื่อ 15 กันยายน 2551 ข่าวครึกโครม โด่งดังไปทั่วโลก เมื่อยักษ์ใหญ่แห่งวงการธนาคารเพื่อการลงทุน เลห์แมน บราเธอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ ประกาศล้มละลาย

ทำเอาโลกทุนนิยมทั้งใบ สั่นคลอน แทบไม่มีใครเชื่อ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการ ที่เกิดขึ้นยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ จะมาปิดฉาก จากปัญหาต้นตอวิกฤตซับไพร์ม หรือ สินเชื่อที่อยู่อาศัยด้อยคุณภาพ (Sub Prime Mortgage) ที่ปะทุให้เห็นเมื่อต้นปี 2550
ครบรอบ 1 ปีการล้มละลายของบริษัทเลห์แมน บราเธอร์ส(Lehman Brothers)
การล้มของเลห์แมน ทำให้ฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐฯ แตก ก่อนจะลุกลามไปทั่วโลก

ล่า สุด นายอลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เตือนโลกจะเผชิญหน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม และเชื่อว่า การฟื้นตัวต้องไม่มีมาตรการปกป้องทางการค้ามาเป็นอุปสรรคขัดขวาง

สำหรับ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ณ วันนี้ ศ.ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ ว่า รัฐบาลโอบามา คงจะประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ว่า เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น เริ่มมีการฟื้นตัวในบางส่วน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป

ศ.ดร.ตี รณ วิเคราะห์ว่า สถานการณ์ที่เป็นจริง ภาคการเงินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤต เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ความตื่นตระหนกต่างๆ “สงบ” ไปตั้งแต่ต้นปี 2552 แม้ยังมีปัญหาอยู่หลายภาคส่วน

ความสงบที่ ว่า มาจาก 1. ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เข้าไปโอบอุ้มปัญหาสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว เป็นจำนวนมหาศาล ทั้งเรื่องการค้ำประกัน และสภาพคล่อง 2.ระบบของสหรัฐฯ แม้ความรุนแรงของสถานการณ์วิกฤต รุนแรงเป็นลำดับน้องๆของปีค.ศ.1930 แต่ก็มีระบบที่รองรับความเสี่ยงดีกว่ายุคนั้น ปัจจุบันสหรัฐฯมีระบบรองรับการฝากเงิน สามารถรองรับความไม่แน่นอนได้สูง

“ส่วน ภาคเศรษฐกิจแท้จริง สถานการณ์ไม่ได้กระเตื้องมากนัก ยอดขายต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่บางส่วนติดลบอยู่” ศ.ดร.ตีรณ กล่าว และว่าขณะที่ ราคาอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นดัชนีสำคัญ ก็ไหลลงเร็ว จนถึงจุดระดับที่คาดคะเนไว้ คือประมาณลบ30-35 เปอร์เซ็นต์ นับจากจุดสูงสุด ราคาบ้านที่อยู่อาศัยเริ่มนิ่งพอสมควร ปัจจัยต่างๆ เริ่มเห็นภาพว่า ภาคการเงินหยุดเลือดไหล แต่ภาคการผลิตยังทรงตัว ไม่ดีขึ้น

ศ.ดร.ตีรณ กล่าวถึงการที่ประธานาธิบดีของสหรัฐ ซึ่งมีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญ ผู้นำสหรัฐฯ คงจะบอกว่า รัฐบาลต้องดำเนินการดูแลด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ แต่ปัญหาคือว่า รัฐบาลจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้นานแค่ไหน เพราะรัฐบาลได้ก่อหนี้ไว้มาก อีกทั้งความน่าเป็นห่วงด้านการผลิตยังมีอยู่ จากตัวเลขที่เริ่มทรงตัว อาจแย่ลงได้อีก ด้วยสาเหตุ ที่ภาคเอกชน ยังไม่ได้แสดงถึงทิศทางจะขยายการผลิตอย่างแท้จริง เป็นแค่การปรับยอดขาย ปรับสต็อก ไม่ถึงขั้นมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนต่อ ฉะนั้น เศรษฐกิจที่ขาดภาคเอกชนมาลงทุน หรือขยายการผลิต คงบอกไม่ได้ว่า “ฟื้นตัว”

“รัฐบาล สหรัฐฯ อัดฉีดเม็ดเงินไปมาก ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้อีกมากนัก และแม้ทำได้ก็แบบอ่อน ไม่เหมือนช่วงเกิดวิกฤตใหม่ๆ อีกทั้ง ราคาน้ำมันของโลกยังเป็นปัจจัยที่ไม่แน่นอน เป็นไปได้ที่จะขยับสูงขึ้น หากขยับแรง มีผลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกในอนาคต”

สำหรับภาพรวมของเศรษฐกิจ โลก ศ.ดร.ตีรณ เชื่อว่า เศรษฐกิจโลกปรับตัวแบบ W มากกว่า แต่ตัว Vจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของภาคการเงิน เนื่องจากภาคการเงินมีการแกว่งตัวเร็ว เวลาลงจะลงแรง ขึ้นแรง เนื่องจากว่า มีเรื่องการเก็งกำไร การรับรู้ข่าวสาร เข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ

1ปีเลห์แมนล้ม!ช็อกโลก จุดเริ่มต้น วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์

ขณะที่แผนการปฏิรูประบบบริการสุขภาพของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ศ.ดร.ตีรณ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องทำอยู่แล้ว เพราะคนสหรัฐต้องการ แถมยังมีผลต่อคะแนนเสียงของพรรคการเมือง ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามา ต้องมาลงทุนเรื่องแผนสุขภาพ แต่จะมีรัฐบาลไหนกล้าผ่านแผนสุขภาพ เดินหน้าไปได้โดยที่รัฐไม่เข้าไปโอบอุ้มมากนัก ซึ่งเข้าใจว่า ในสหรัฐ ปัจจัยทางการเมือง ไม่เอื้ออำนวยให้มีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ หรือให้ความช่วยเหลือด้านสุขภาพ หากปฏิรูป จะหมายถึง ระบบประกันสุขภาพ ทำเฉพาะคนจน กลุ่มคนชั้นกลาง ต้องไปพึ่งภาคเอกชน ส่งผลต่อคะแนนเสียง ซึ่งเป็นเรื่องยาก

เมื่อถามว่า ธนาคารในสหรัฐฯล้มจะมีอีกหรือไม่ ศ.ดร.ตีรณ กล่าวว่า ยังไม่มีใครบอกได้ บอกได้แต่เพียงว่า ขณะนี้ไม่มีเพิ่ม สถานการณ์ทางการเงินเริ่มสงบลง เพราะเดิมคนไม่มั่นใจซับไพร์ม ว่า จะกินลึกถึงไหนบ้าง เมื่อ 3-4 เดือนที่ผ่านมา ไม่มี แต่ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตจะไม่มี

“สำหรับ ภาคการผลิตยังต้องปรับโครงสร้าง เพราะมีข่าวการเทคโอเวอร์ อีกมากพอสมควร เช่น เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) บริษัทผลิตรถยนต์จากสหรัฐฯ ตกลงที่จะขาย โอเปิล บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ของเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทลูก ให้กับ แม็กนา บริษัทผู้ผลิตอะไหล่รถยนต์รายใหญ่ของแคนาดา เป็นต้น”

ทั้งนี้ ศ.ดร.ตีรณ มองว่า ในส่วนภาคการผลิตที่เกี่ยวกับงานวิทยาศาสตร์ ในสหรัฐฯ ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะถือเป็นจุดที่ทำให้สหรัฐฯ ไม่ถลำลึก ยังมีบางเซ็คเตอร์ไปได้อยู่ แต่ภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ เก็งกำไร หรือกำลังซื้อของประชาชนได้รับผลกระทบ

สำหรับประเทศไทย ศ.ดร.ตีรณ วิเคราะห์ว่า ลักษณะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย จะคล้ายกับเศรษฐกิจโลก แต่หากภาคส่งออกยังไม่ปรับตัวดีขึ้น การฟื้นตัวคงจะยาก เพราะของไทยระดับการฟื้นตัวไม่มากเหมือนสหรัฐฯ

โอบามา“สหรัฐฯส่วนที่โดนแรงคือภาคการเงิน แต่สหรัฐฯพึ่งการส่งออกไม่มากเหมือนกับไทย ประเทศที่พึ่งภาคการส่งออกวิกฤตรอบนี้ได้รับผลกระทบหนักสุด” ศ.ดร.ตีรณ กล่าว และว่า ของไทยจะฟื้นตัวแรงยาก แต่หากฟื้นก็เป็นการฟื้นตัวทางเทคนิค ซึ่งเป็นไปได้เพราะฐานตัวเลขต่ำ

เมื่อถามถึงโครงการไทยเข้มแข็ง ของรัฐบาล จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้บ้างมากน้อยแค่ไหน ศ.ดร.ตีรณ กล่าวว่า กระตุ้นได้ในระดับที่ไม่ถึงกับสูงมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นโดยอาศัยเม็ดเงินที่คาดว่าจะสูญหายไป เป็นเม็ดเงินลงทุนที่ตามปกติ เพียงแต่ว่ารายได้ของภาครัฐบาลลดลง จึงจำเป็นต้อง หาเงินมาชดเชย โดยการก่อหนี้สาธารณะ

“งบประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่รวมงบลงทุน 3 ปี ไม่ใช่เงินใหม่ เป็นรายจ่ายที่ทำให้ภาครัฐบาลไม่หดตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ในแง่ของขนาดไม่ได้ใหญ่มาก แต่มีข้อดีทำให้หนี้สาธารณะของไทยสูงโดยไม่จำเป็น ซึ่งรัฐบาลต้องทำให้โครงการนี้ ใช้เม็ดเงินอย่างชาญฉลาด อย่างตรงจุด มีผลต่อเศรษฐกิจระยะยาว”

อย่างไรก็ตาม ศ.ดร.ตีรณ เสนอแนะว่า รัฐบาลควรหันมาทำโครงการที่เป็นชิ้นเป็นอันให้มากขึ้น ไม่ควรเป็นโครงการประเภทกระทรวงขอมา ควรเป็นโครงการลักษณะยุทธศาสตร์ ไม่ใช่ปล่อย ให้ระบบราชการทำไป แล้วแต่นักการเมือง ข้าราชการเสนอมา ไม่เช่นนั้นจะไม่ได้โครงการที่ดี ส่วนที่เหลือควรเป็นโครงการใหม่ๆ ได้แล้ว และเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญโดยเฉพาะคมนาคมระบบราง ซึ่งล้าหลัง ส่วนเงินที่จะมาใช้ต้องไม่ไปกังวลว่า ต้องรีบใช้ เพราะรีบใช้แล้วโครงการไม่ดี จะไม่คุ้ม ต้องทำให้ได้โครงการ ซึ่งอาจยาวหน่อย แต่ก็เป็นประโยชน์

เมื่อถามว่า ให้คะแนนการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เท่าใด ดร.ตีรณ กล่าวว่า ให้ 60-70 เปอร์เซนต์ ถือว่า รัฐบาลมีการปรับตัวเข้ากับปัญหาได้รวดเร็ว เป็นจุดเด่นของรัฐบาล แต่จุดอ่อนคือเรื่องของการดำเนินการที่เพิ่งระบบราชการเกินไป ขาดการดำเนินการเชิงรุก ส่วนใหญ่ให้ระบบราชการเดินเรื่อง เร่งการใช้จ่ายให้รวดเร็ว แม้จะมาถูกทาง แต่หากโครงการไม่ดี ไม่รอบคอบ เอาคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียมาช่วยดู โครงการเหล่านั้นจะสร้างปัญหาในอนาคต หรือแม้กระทั่งการปล่อยให้คนที่อยากได้เป็นคนกำหนด

ส่วนกระแสข่าว การยุบสภาที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะๆ ศ.ดร.ตีรณ เชื่อว่า หากเป็นจริงก็ไม่กระทบ เนื่องจากขณะนี้งบประมาณผ่านสภาฯแล้ว จึงเห็นว่า การยุบสภา ไม่มีปัญหา เพราะเม็ดเงินมีแล้ว

เมื่อมองบทบาทนาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับการทำหน้าที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ศ.ดร.ตีรณ กล่าวว่า ติดขัดจากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผู้นำจะต้องเข้าไปดูแลเรื่องการเมืองมาก แต่เท่าที่ดู นายกรัฐมนตรี ก็มีบทบาทการคุมงานเศรษฐกิจและงานทางการเมืองพอๆ กัน

“ในทางการเมือง อาจสับสน เนื่องจากอำนาจทางการเมืองอยู่ที่เลขาธิการพรรค ค่อนข้างมากตอนนี้เป็นเรื่องความสับสนระหว่างอำนาจที่แท้จริงในพรรค อำนาจที่แท้จริงในรัฐบาล มีอำนาจน้องๆ นายกฯ” ศ.ดร.ตีรณ กล่าว และคิดว่า นายกฯ ไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่า รัฐบาลจะอยู่นาน คาดการณ์แค่ 6-9 เดือน ขณะนี้ผ่าน 6 เดือนถือว่าเกินเป้าหมาย และได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายข้าราชการพอสมควร จึงคิดว่า หากมีการยุบสภาขณะนี้ ก็ไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก คิดว่าการยุบสภาไม่น่ากลัว หากการยุบสภาทำให้ระเบิดทางการเมืองไม่ระเบิด ก็น่ายุบ เนื่องจากการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพย่อมดีกว่าแน่นอน
http://www.thairath.co.th/content/eco/32724

วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

(IFC)Doing Business 2010 - อันดับประเทศที่เป็นมิตร(ความง่าย)ต่อการทำธุรกิจ

0 Comment
ไอเอฟซี(IFC - International Finance Corporation)เผยผลการศึกษาเมืองที่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ หรือลงทุน จากการจัดอันดับ183 ประเทศ พบว่า สิงคโปร์รั้งอันดับ 1 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามด้วย นิวซีแลนด์ และฮ่องกง ขณะที่ไทยติดอันดับที่ 12 ...
ข่าวจาก - เมืองมิตรธุรกิจ สิงคโปร์ซิว ไทยติดอันดับ12

เมืองมิตรธุรกิจ สิงคโปร์ซิว ไทยติดอันดับ12
ไอเอฟซี(IFC)เผยผลการศึกษาเมืองที่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจ หรือลงทุน จากการจัดอันดับ183 ประเทศ พบว่า สิงคโปร์รั้งอันดับ 1 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ตามด้วย นิวซีแลนด์ และฮ่องกง ขณะที่ไทยติดอันดับที่ 12 ...

สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 9ก.ย. ว่า ฝ่ายความร่วมมือทางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) หน่วยงานด้านกู้ยืมภาคเอกชนของธนาคารโลก (World Bank) เผยผลการศึกษาเรื่อง "ดูอิง บิสซิเนส 2010 : ปฏิรูปผ่านช่วงเวลายากลำบาก" จัดอันดับ 183 ประเทศ ที่เป็นมิตรต่อการทำธุรกิจหรือลงทุน วัดจากหลายปัจจัยรวมทั้งค่าใช้จ่ายและระยะเวลาการเริ่มธุรกิจ การดำเนินการและเลิกกิจการ การค้าพรมแดนและระบบภาษี พบว่าสิงคโปร์ รั้งอันดับ 1 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน อันดับ 2 คือนิวซีแลนด์ ฮ่องกง และสหรัฐฯ ติดอันดับ 3 และ 4 ตามลำดับ โดยชาติที่ติด 10 อันดับแรก ยังไม่เปลี่ยนจากรายงานฉบับปีที่แล้ว ยกเว้นอังกฤษ สลับที่ 5 กับเดนมาร์กที่หล่นมาอยู่ที่ 6 นอกนั้นก็มีไอร์แลนด์ (7) แคนาดา (8) ออสเตรเลีย (9) และนอร์เวย์ (10)

การศึกษาของธนาคารโลกยังพบด้วย ว่ารวันดา กลายเป็นชาติแรกในแถบซับซาฮาราของทวีปแอฟริกา มีชื่อเข้ามาติดกลุ่มอันดับต้นๆที่ปฏิรูปต้อนรับนักลงทุน นับแต่ธนาคารโลกเริ่มทำการศึกษาในปี 2546 พุ่งขึ้นจาก 76 มาอยู่อันดับ 67 หลังตัดทอนความล่าช้าระบบราชการเพื่อการเริ่มทำธุรกิจและขายทรัพย์สิน แก้ไขกฎหมายจ้างงานให้ยืดหยุ่นมากขึ้น ส่วนการจ่ายภาษีได้รับการปรับเปลี่ยนให้ง่ายเช่นกันชาติที่มีการปฏิรูประบบ ชั้นนำอื่นๆในรายงานประจำปีนี้ของ IFC ก็มี คีร์กีซสถาน มาซิโดเนีย เบลารุส ยูเออี มอลโดวา โคลอมเบีย ทาจิกิสถาน อียิปต์ และไลบีเรีย

ส่วน กลุ่มชาติเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ของโลกมีอันดับเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากปีก่อน คือ ญี่ปุ่น (อันดับ 15) เยอรมนี (อันดับ 25) จีน (อันดับ 89) และรัสเซีย (อันดับ 120) ขณะที่อินโดนีเซียเป็นชาติที่มีการปฏิรูปอย่างเห็นได้ชัดที่สุดในแถบเอเชีย ตะวันออกและแปซิฟิก ส่วนประเทศไทยติดอันดับ 12 ด้านอันดับอื่นๆที่น่าสนใจ มาเลเซีย (23) และไต้หวัน (46)

รายงานของธนาคารโลกอีกส่วนหนึ่ง ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปรับมือปัญหาเศรษฐกิจโลกถดถอยที่สำรวจในช่วง มิ.ย. 2551-พ.ค. 2552 ยังพบด้วยว่ามีกลุ่มประเทศทั่วโลก 131 ชาติ หันมาปฏิรูประบบเพื่อเอื้อต่อการทำธุรกิจและลงทุน หรือเพิ่มขึ้น 20% จากที่สำรวจพบเมื่อครั้งที่แล้ว.


Economy Rankings 2010ประเทศถูกจัดอันดับในความง่ายของการทำธุรกิจ 1-183 มีสถานแรกรับที่ดีที่สุด.
การจัดอันดับบนความสะดวกในการทำดัชนีธุรกิจหมายถึงระบบการกำกับดูแลคือนำไปดำเนินธุรกิจ.
ดัชนีนี้เฉลี่ย percentile อันดับของประเทศใน 10 หัวข้อประกอบด้วยความหลากหลายของเครื่องชี้ทำให้น้ำหนักเท่ากับแต่ละหัวข้อ.
อันดับที่ได้จาก การทำธุรกิจ 2010 รายงานครอบคลุมระยะเวลามิถุนายน 2008 ถึงพฤษภาคม 2009.
Economies are ranked on their ease of doing business, from 1 – 183, with first place being the best. A high ranking on the ease of doing business index means the regulatory environment is conducive to the operation of business. This index averages the country's percentile rankings on 10 topics, made up of a variety of indicators, giving equal weight to each topic. The rankings are from the Doing Business 2010 report, covering the period June 2008 through May 2009.

(IFC)Doing Business 2010
เพิ่มเติมได้
Economy Rankings
ทำธุรกิจ 2010: บันทึกในการปฏิรูปการควบคุมธุรกิจ

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

Microsoftร่วมมือกับNokia สิ้นค้าแรกคือ [Office Mobile] บน Symbian?

1 Comment
ภาพจำลอง โทรศัพท์เคลื่อนที่ Symbian ใช้ Microsoft Officrรุ่นMobile
ภาพ: Stephen ElopของMicrosoft(ซ้าย) จับมือกับ Kai OistamoของNokia(ขวา)

ใช่ๆ ไมโครซอฟท์(Microsoft)ร่วมมือกับโนเกีย(Nokia) ทำธุรกิจด้านโทรศัพท์มือถือแล้ว
โทรศัพท์เคลื่อนที่ SymbianของNokia จะสามารถใช้Microsoft Officeรุ่นโมบายได้ นี่เป็นครั้งแรกที่สองบริษัทยักนี้จะร่วมมือกัน และนี้ก็คือ[Office Mobile]ของMicrosoftจะถูกนำมาเข้าใช้ใน smart phone ของNokia นั้นเอง

ในปี2010 โนเกียจะออก Microsoft Office Communicator Mobile สำหรับ smart phoneของบริษัทเอง และหลังจากนั้นก็จะเสนอเกี่ยวกับ Office ต่อไป

โปรแกรมในOfficeรุ่นโมบายนี้คือ [Excel] [PowerPoint] [Word] และ [OneNote] โดยคาดกาลกันว่า จนกว่าจะถึงปี 2011 ถึงจะมีมือถือSyabian ที่เสร็จสมบูรณ์ตัวจริงนั้นออกมา

ภาพจำลอง โทรศัพท์เคลื่อนที่ Symbian ใช้ Microsoft Officrรุ่นMobile
ภาพจำลอง โทรศัพท์เคลื่อนที่ Symbian ใช้ Microsoft Officrรุ่นMobile

ข่าวจาก
http://journal.mycom.co.jp/news/2009/08/13/011/
http://japan.cnet.com/news/tech/story/0,2000056025,20398262,00.htm
http://itpro.nikkeibp.co.jp/article/NEWS/20090813/335528/?ST=network
พันธมิตรไมโครซอฟท์+โนเกีย อะไรจะเกิดขึ้น?
เตรียมพบ MS Office บน Symbian ต้นปีหน้า

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2552

คนจนเล่่นหวย คนรวยเล่นหุ้น

0 Comment
จริงด่ะ??

พูดถึงเรื่องหุ้น มีหลายค้นนึกจินตนาการถึงพวกนักธุรกิจ ที่ใส่สูท วันๆ เอาแต่ดูตารางบอร์ดการเครื่องไหวของหุ้น
แต่เดี๋ยวนี้เค้าใช้อินเตอร์เนตกันแล้ว ก็เนตช้าๆ อืดๆ แบบไทยๆ นั้นล่ะ พอเพียงแล้ว?

พูดเรื่องหุ้นในบล็อกดูเหมือนเรื่องไกลตัว และหาข้อมูลที่เหมาะสมได้ยาก สำหรับวงการอินเตอร์เนตในไทย เมื่อเทียบกับในต่างประเทศแล้ว เหตุผลหนึ่งก็คือเศรษฐกิจไทยไม่คงตัว เคลื่อนไหวง่าย ไม่เหมาะต่อการลงทุน และก็เพราะ อิทธิผล ผลกระทบของรัฐบาลไทยเองด้วย

การลงทุนเรื่องหุ้น ไม่ว่าจะหวังผลกำไรรายปี หรือ กำไรการซื้อ-ขายหุ้นต่อหุ้น นั้นเป็นการหมุนเวียนเงินตรากับตัวเลข เพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้า ที่จริงก็ไม่ได้รู้ลายละเอียดหรือรอบคอบอะไรหรอก พูดเท่าๆ ที่ตัวเองเข้าใจไปงั้นล่ะ

จะเล่นหุ้น หลายคนบอกว่าเสี่ยง และต้องใช้เงินเยอะ หรือต้องมี "ดวง" กับมันจริงๆ หากเราต้องการที่จะลงทุนด้านนี้ เราควรจะศึกษามันอย่างจริงจัง เริ่มเรียนเกี่ยวกับหุ้น หุ้นคืออะไร หุ้นเคลื่อนไหวได้อย่างไร รวมไปถึง ประเภทของหุ้น ฯลฯ อะไรแบบเนี้ย การลงทุนเรื่องหุ้นและความเป็นอิสระในประเทศ ยังไม่กว้างขวาง เพียงแค่กลุ่มคน กลุ่มสังคมเล็กๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับในต่างประเทศบางที่ แม่บ้านเองก็สามารถเล่นหุ้นได้โดยเริ่มจากเงินทุนน้อยๆ ใช้เวลาเมื่อสามีออกไปทำงาน และหลังจากส่งลูกไปโรงเรียน มานั่งหน้าคอมอยู่กับบ้านเพื่อตรวจดูการเคลื่อนไหวของหุ้น หรือนักศึกษาในมหาวิทยาลัยบางแห่ง ตั้งชมรมศึกษาเกี่ยวกับหุ้น และปรึกษาหารือ ช่วยกันลงทุนในตลาดหุ้น....

เคยอ่านบทความเกี่ยวกับหุ้นมาว่า ไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศ(หนาว ร้อน ฝนตก แผ่นดินไหว) การสื่อสาร หรือ อาหารการกินความเป็นอยู่ นั้น มีผลต่อการเคลื่อนไหวของหุ้นด้วย


มองในแง่ดีแล้ว ประเทศไทยมีโอกาสดีอยู่ตลอดทั้งปี ในการลงทุนด้านหุ้น แม้จะเสี่ยงมากนักต้องก็ตาม
ส่วนตัวแล้ว ช่วงสงการณ์ปีนี้ หุ้นไทยได้อันดับสูงขึ้น ไม่มากก็น้อยล่ะ

(แุถม)ตอนsearchหารูปเกี่ยวกับหุ้น ไปเจอlinkอันนี้มา เค้าบอกว่าหุ้นรักอะนะ....
http://www.oknation.net/blog/SATORTAPEE/2007/06/20/entry-1
เนื้อหาบทความหวานดี แต่ตอนนี้กูม่ายมีอารมณ์วะ!